โดย : นันทขว้าง สิรสุนทร,ปานใจ ปิ่นจินดา
11คำถามตรงไปตรง มาพร้อมภาพประกอบในโฆษณาชุดขอโทษประเทศไทยอาจไปเขย่าต่อมอ่อนไหว ขณะเดียวกันก็เป็นปรอทวัดไข้ว่าสังคมไทยยังอาการหนักอยู่หรือเปล่า
เพลิงที่เผาบ้านเมืองในหนังโฆษณา "ขอโทษประเทศไทย" ฉบับเต็มนั้น ดูเหมือนมันจะลามเลียมาถึงความคิดและทัศนคติของคนที่ดูโฆษณาในบ้านเราแบบไฟ ลามทุ่ง
เนื่องเพราะมันได้แยกความคิดของคนดูออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน พวกแรกมองว่ามีการใช้ภาพที่ตรงเกินไป รุนแรงเกินไป แต่อีกฝ่ายมองว่า มันคือความจริง แล้วทำไมความจริงจะต้องถูกแบนหรือระงับการออกอากาศ
มีข้อมูลยืนยันจากสมาคมโฆษณาว่า ทุกๆ ปีจะมีหนังโฆษณาที่ถูกแบนในช่วงที่ยังเป็นสตอรีย์ บอร์ด มากถึง 4,000 ใน 12,000 เรื่อง แต่มีไม่เกิน 2 เรื่อง ที่แพร่ภาพแล้วจะถูกแบนในเวลาต่อมา
2 ใน 12,000 เรื่อง ถือว่าเป็นตัวเลขที่น้อยมาก แต่จำนวนนับที่น้อยเช่นนี้ เกิดกับหนังโฆษณาที่มีคนเข้าไปดูกว่า 3 แสนในเวลาไม่กี่วัน
"จุดประกาย" มีโอกาสได้สัมภาษณ์ วิทวัส ชัยปาณี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย ผ่านรายการ Mango cafe เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
และนี่คือภาพด้านหนึ่งที่คนทำงานมองสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างน่าสนใจ
............................
ทุกๆ วันจะมีข่าวเกี่ยวกับหนัง "ขอโทษประเทศไทย" ถึงวันนี้ มีทางออกอย่างไร
จริงๆ แล้ว เราก็ทำตามที่ได้บอกเหมือนเดิม คือได้ยื่นเซ็นเซอร์เข้าไป เรียกว่าสามารถจะนำมาออกอากาศได้ แต่ต้องมีเงื่อนไขในการออกอากาศ จะออกได้แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไป 20 เปอร์เซ็นต์ หรือจากความยาวทั้งหมดของหนัง เพราะว่ามีความเสี่ยงอยู่
"ความเสี่ยง" ที่ว่านี้คือะไร
ผมว่ามันคือหลายๆ เรื่องรวมกัน ความเสี่ยงที่ว่านี้รวมถึงอาจจะมีความผิดทางกฏหมาย และทำให้เกิดการฟ้องร้องได้ เพราะคนในภาพมีความเสียหายเกิดขึ้น ซึ่งเรื่องแบบนี้ เราต้องระวัง
ในแง่ของ "คนทำโฆษณา" แล้ว คิดว่าเรากลัวกันไปเองหรือเปล่าว่า จะกระทบกระเทือนความรู้สึกของคนไทยที่จะได้ดู
ผมคิดว่าไม่นะ ก่อนอื่นต้องบอกอย่างนี้ คือในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีคอมเมนท์มากมายในสังคมออนไลน์ และคอมเมนท์นั้นก็แตกต่างกันไป เพียงแต่ว่าคอมเมนท์มากกว่าครึ่งหนึ่งอาจจะรู้สึกว่า มันแรง แต่ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งก็อาจจะรู้สึกกลัว มันก็เป็นความคิดเห็นที่แบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่า เห็นด้วย อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าไม่เห็นด้วย
สมมติว่าเรามองว่า สิ่งที่เห็นมันคือความจริง และมันน่าจะกระตุ้นให้คนไทยได้เห็นถึงรากเหง้าของปัญหาล่ะ?
ผมอยากจะอธิบายแบบนี้ เราต้องเข้าใจก่อนว่า เวลามีหนังโฆษณาออกไป มันมีทั้งคนชอบมาก เกลียดมาก อันนี้เราควบคุมไม่ได้ คือเวลาทำหนังเรื่องหนึ่ง มันมีคนชอบไม่ชอบอยู่แล้ว แต่ทีนี้โฆษณามันไม่เหมือนมิวสิควิดีโอหรือหนัง ที่จะสามารถตัดต่อภาพมาออกอากาศตามที่ต้องการได้ส่วนนั้นส่วนนี้ หรือไม่เหมือนรายการทีวี แต่สำหรับหนังโฆษณา หรือภาพจากโฆษณาเนี่ย มันสามารถจะเห็นได้ เกิดการรับรู้ได้จากคนดูจำนวนมาก โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแบบเข้าไปดูหนังในโรง ฉะนั้น กรณีของหนังโฆษณานั้น มันจะถูกเห็นง่ายจากคนหมู่มาก
หมายความว่า แม้ content เท่ากัน แต่การถูกดูซ้ำ เผยแพร่วงกว้างส่งผลต่อการถูกระงับหรือแบนได้
ในทุกๆ วัน ถ้ามีการดูกันบ่อยๆ เสียงของโฆษก เสียงของหนังโฆษณาที่ปล่อยออกไป คนที่ได้เห็นทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง มันก็เท่าการตอกย้ำ และทำให้คนที่ดูแล้วไม่ชอบ จะรู้สึกหดหู่เข้าไปอีก หรือว่าภาพบางภาพที่ชอบเน้นความรุนแรง เมื่อเห็นบ่อยๆ ก็อาจจะมีคนอยากจะทำตามอีก เพราะฉะนั้นเวลาโฆษณามีการเผยพร่ มัน sensitive แต่ถ้าเป็นหนังในโรง คนที่เข้าไปดูจะได้เห็นก็ต้องจ่ายเงินเข้าไปในโรงภาพยนตร์ แต่ถ้าหนังเรื่องนั้น เมื่อถูกนำมาฉายซ้ำในทีวีหรือออกตามรายการหนังในโทรทัศน์ มันก็จะถูกเซ็นเซอร์อยู่ดี ฉะนั้นหนังโฆษณา จึงมีการเซ็นเซอร์ที่ sensitive มากกว่าหนังที่อยู่ในโรง ถ้ามีฉากเหมือนกับหนังเลย มันจะต้องถูกตัดอย่างแน่นอน เพราะหนังโฆษณาจะมีผลกับคนดูมากกว่า เนื่องจากมันฟรี ไม่ต้องเสียเงินเข้าโรงหนัง
เท่าที่ฟังจาก "น้ำเสียง" ดูเหมือนว่าคนทำงานจะยอมแพ้แล้ว คงไม่ต่อสู้แล้ว
คือถ้าตัดบางส่วนหรือบางภาพออกไป แน่นอนว่ามันจะทำให้หนังโฆษณาอ่อนลงไป ไม่ใช่สิ่งที่ทางเราคิด เราก็คงจะไม่ออกอากาศดีกว่า
message ในหนังหายไป หนังถูกระงับการออกอากาศ มีหนทางอื่นๆ ที่จะช่วยเผยแพร่ความคิดนี้ ในกิจกรรมอื่นๆ ไหม
เราก็มีความคิดร่วมกันว่า โอเค เราก็จะทำงานชิ้นใหม่ต่อไปดีกว่า กลุ่ม "พลังบวก" ก็จะทำตอนต่อไป และคิดว่าจะระมัดระวังมากขึ้น เราจะมีภาคต่อที่ออกอากาศตามมา อาจจะเอาอันใหม่มายื่นเซ็นเซอร์ตามไปเลย
ภาพอะไรที่ขอให้เปลี่ยนแปลงใน 20 เปอร์เซ็นต์ ที่ว่านั้น
ภาพลุกขึ้นเผาบ้านเผาเมือง ภาพที่คนลุกฮืออันนี้มีปัญหาแน่นอน ภาพของพระ ภาพนักการเมืองตีกัน ที่เห็นหน้าเห็นตาชัดเจน ภาพของธงชาติไทยขาดวิ่น อันนี้ห้ามหมด หรือภาพของคนที่อยู่ในหนังบางฉาก อาจจะถูกฟ้องร้องกันได้โดยกฏหมาย
มีคนดูบางคนวิจารณ์ว่า ภาพเหล่านี้คือ "ความจริง" หมดเลย ?
บางเรื่องใช่ บางเรื่องเรารู้ว่าเป็นความจริง แต่อย่างนี้ครับ ภาพบางภาพที่ปรากฏในนั้น มันมีการตัดสินไปแล้วหรือเปล่า มันยังอยู่ในคดีความไง มันยังไม่ได้ถูกตัดสินมาจากฝ่ายกฏหมาย ทีนี้บางคนอาจจะรู้สึกว่า มันเป็นความจริงไปแล้ว ทั้งๆ ที่มันยังไม่ได้ถูกตัดสินอะไรเลย ตรงนี้เราเองก็แคร์ความรู้สึกของคนบางกลุ่มด้วย ภาพมันปรากฏแต่มันยังไม่ได้ถูกตัดสินจากฝ่ายกฏหมาย เราอยากอธิบายแบบนี้
ถ้ามองในฐานะคนดูทั่วไป ไม่ใช่คนทำโฆษณาแล้ว "ขอโทษประเทศไทย" เป็นหนังอย่างไรในสายตาคุณ
โดยส่วนตัวผมเอง ก็ต้องบอกว่า เป็นโฆษณาที่ดีมาก ผมรู้สึกว่าเป็นหนังโฆษณาที่น่าสนใจมาก แต่ในเมื่อมันมีปัญหา และมีการโหวตจากกรรมการที่พวกเราทำงาน หรือคนทำงานช่วยกันตั้งขึ้นมาเองแล้ว ก็ต้องยอมรับความจริง และต้องให้ความถูกต้องนั้นจัดการไปตามความเหมาะสม
หนังโฆษณาเรื่องนี้ถูกแบน แต่ถือว่าตัวหนังมีความสำเร็จแค่ไหน
ก็อย่างที่บอกว่า โฆษณาชุดนี้ได้รับความสนใจมาก ผมคิดว่าส่วนหนึ่งก็เพราะมันไม่ได้ออกอากาศ จึงมีคนพูดถึงเยอะมาก(หัวเราะ) หรือคิดอีกทางหนึ่ง ผมยังคิดตลกๆ เลยว่า ถ้ามันได้ออกอากาศจริงๆ มันอาจจะไม่ดังก็ได้ แต่เพราะมันไม่ได้ออกอากาศ มันจึงดังมาก เพราะมีแต่คนพูดถึงเยอะแยะไปหมด
บอกได้ไหมว่า กรรมการเซ็นเซอร์ฯ นั้น ประกอบขึ้นจากฝ่ายไหนบ้าง
กรรมการที่ทำหน้าที่เซ็นเซอร์ เกิดจากการคัดเลือกของทีวีช่องต่างๆ ขึ้นมาจำนวนหนึ่ง และก็เกิดจากคนของทางสมาคมฯ เองอีกส่วนหนึ่ง และเราก็ทำงานร่วมกัน กรรมการที่ทำงานมีทั้งหมด 7 ท่าน และแต่ละวันพวกเราก็ต้องดูหนังโฆษณากันเยอะมาก
การแบนหนังโฆษณาเรื่องนี้ "บอกอะไร" กับคนทำงานโฆษณา
ผมต้องพูดแบบนี้ โดยปกติเราก็มีหนังที่ถูกระงับไม่ให้ออกอากาศอยู่แล้ว คือมันเป็นเรื่องปกติของคนทำงาน ผมทำงานตรงนี้มานาน ก็เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาหลายครั้ง ผมอยู่วงการโฆษณามาเกือบ 30 ปี แต่ก่อนก็มีเรื่องแบบนี้ ตั้งแต่สมัยก่อนที่มีกบว.
พอจะเล่า "ตัวอย่าง" ของการทำงานเกี่ยวกับหนังโฆษณาที่ถูกแบนได้ไหม
เอาอย่างนี้ แต่ละปีๆ นั้น เราจะมีหนังมากถึง 12,000 เรื่องในการส่งเข้ามาให้เราดูว่า มันควรจะถูกเซ็นเซอร์อย่างไร และกรรมการก็ต้องดูหนังทั้งหมด ในจำนวนหนังทั้งหมดที่ว่านี้ มีหนังราวๆ 4,000 เรื่องที่ถูกแบนในขั้นที่ยังไม่เป็นหนัง เป็นแค่สตอรี่ บอร์ด แต่มีหนังที่ออกอากาศไปแล้วถูกแบน ก็ราวๆ 1-2 เรื่อง
ถูกแบนไม่ถูกแบนนั้น กรรมการมีเกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมแค่ไหนบ้าง ในการตัดสินแบนหนังโฆษณาแต่ละเรื่อง
ตรงนี้เป็นความยากลำบาก ในบางเรื่องมันคงง่ายถ้ามีกฏหมายเขียนชัดเจน ว่าเออ มีภาพแบบนี้ได้ มีภาพแบบนี้ไม่ได้ แต่กรณีนี้มันเป็นสีเทาๆ ไป อย่างเช่น ภาพนี้โป๊ไปหรือเปล่า หรือเห็นผู้หญิงใส่บิกินี่ บางคนบอกว่าโป๊ บางคนบอกว่าไม่โป๊ คือบางเรื่องคนมองแตกต่างกัน เห็นมั้ยว่าเอาแค่กรณีนี้ คนดูก็มองแตกต่างกันแล้ว หรืออย่างคนที่ดูหนังฮอลลีวู้ดมาไม่มาก พอเจอฉากบางฉากที่อาจจะอะไรกันก็บอกว่าแรง อะไรบ้าง คนดูก็ยังมีพื้นฐานทัศนคติที่แตกต่างกัน
ทางออกคือ..
เราจึงต้องตั้งกรรมการขึ้นมา และมีนักวิชาการด้วยมาช่วยตัดสิน ไม่ใช่มีแต่กรรมการในวงการโฆษณา
ในอดีตเคยที่มีกรณีแบบนี้ เราหาทางออกอย่างไร
ด้วยการประชุมกัน ปรึกษาหาทางออกกัน และเมื่อพบว่า เราจะต้องระงับ เราก็จัดการไปตามวิธีการของมัน เพราะถือว่าเราได้ตกลงกันแล้วว่า เราจะโหวตร่วมกัน ซึ่งเราก็ให้ความเคารพต่อกันและกัน
ในต่างประเทศ สำหรับการเซ็นเซอร์ มีการเชิญแม่บ้าน ประชาชน มาแสดงความคิดเห็นก่อนแพร่ภาพ ในเมืองไทย มีไหม
คงเป็นเรื่องยาก เพราะว่าบางวันคนทำงานก็ทำงานเลิกกันดึกมาก และเราก็ทำงานกันหนักตลอดทุกวัน ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากตรงที่ ถ้าเราเชิญคนที่ไม่มีความถนัดด้านนี้ เข้ามาช่วยเซ็นเซอร์ เราอาจจะต้องทำงานกันมากขึ้น และทำงานกันยากขึ้น
หมายความว่า สามารถ "ละทิ้ง" คนกลุ่มนั้นไปได้
ไม่ครับ เราไม่เคยละทิ้งกลุ่มคนเหล่านั้นไป เพราะเราได้มีการทำงานร่วมกับสคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) มาตลอด ดังจะเห็นได้ว่า ไม่นานมานี้ เรายังมีรางวัลสคบ.อวอร์ดที่จัดขึ้น มีการโหวตกันด้วยซ้ำว่า โฆษณาไหนคือโฆษณาที่ดี เราก็มีรางวัลให้
มีแง่มุมอื่นๆ ในการให้สังคมตรวจสอบโฆษณาไหม
มีครับ เรายังมีรางวัลสำหรับให้คนตรวจสอบโฆษณาว่า ใครสามารถจับผิดโฆษณาได้ เราก็มีรางวัลให้ เพราะเราอยากให้สังคมมีส่วนกับการทำงานโฆษณา และเราคิดว่ามันคือรูปธรรมอย่างหนึ่งที่ชัดเจน
เคยมีคนตั้งข้อสังเกตมั้ยว่า โฆษณาที่รันทด หม่นหมอง มักจะไม่เป็นที่ชื่นชอบของสังคมไทย แต่ทำไมโฆษณาเศร้าๆ ของ "ไทยประกันชีวิต" ชุดล่าสุด ถึงเวิร์คในแง่ของแมส และมู้ด (mood)
ศิลปะการโฆษณา ผมว่ามันไม่ได้เป็นจุดตายตัว แน่นอนว่าคนเราเครียดอยากจะดูอะไรที่รีแลกซ์ โฆษณาที่ตลกจึงมีมาก แต่โฆษณาของไทยประกันชีวิตออกมา คนคงเข้าใจว่ามันคือความจริง และรู้สึกได้
ถามจริงๆ ว่าเบื้องหลังของ "การแบน" ครั้งนี้นั้น มี "การเมือง" เข้ามาเกี่ยวข้องไหม
ผมบอกได้ว่าไม่มีเลย สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากการทำงานร่วมกันของกรรมการและสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย
ไม่มีการเมือง ไม่มีใบสั่ง !
ไม่มีครับ ขอยืนยันว่าไม่มี เป็นเรื่องของกรรมการและสมาคมโฆษณาฯ
..................................................
เหตุเกิดจากความ "เรียล"
จุรีพร ไทยดำรงค์ หรือ "จูดี้" หนึ่งในคนโฆษณาที่อุทิศตัวเป็นกำลังหลักของเครือข่ายพลังบวก ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญของโฆษณา "ขอโทษประเทศไทย" ร่วมกับธนญชัย ศรศรีวิชัย ผู้กำกับมือทองที่มาถ่ายทำโฆษณาตัวนี้ให้โดยไม่คิดค่าตัว
เบื้องหน้าเบื้องหลังของทีวีซีเจ้าปัญหาซึ่งไม่ผ่านกองเซ็นเซอร์นั้น จุรีพร บอกว่าสาเหตุหลักๆ คือ เพราะความรีบ
ด้วย ทีมงานต้องการให้สังคมยังอยู่กับความสด ความเรียล ไม่ใช่ทำโฆษณาโดยใช้คำพูดสวยๆ หรูๆ ร้องเพลงประสานเสียงเพราะซึ้งกินใจ แต่ "ซุกปัญหาไว้ใต้พรม"
"งานนี้เราทำงานแข่งกับเวลา เร่งการผลิต ก็เลยใช้ภาพข่าวซึ่งเคยถูกนำเสนอตามสื่อทั่วไปแล้วเป็นหลัก มีแค่บางช็อต บางซีนที่เราถ่ายทำใหม่ ซึ่งนั่นคือข้อจำกัดเรื่องเวลา แต่ไม่ได้แปลว่าเรารีบจนไม่ได้คิด เราคิดกันมาอย่างดี เราให้ความสำคัญมากกับการใช้คำมาก กระทั่ง ที่ - ซึ่ง - อัน จะใช้คำไหนตอนไหน เรายังคิดแล้วคิดอีก"
แต่ "ความเรียล" ที่ทีมงานต้องการจะสื่อ กลับกลายเป็นสิ่งแสลงใจสำหรับสังคมไทย ในมุมมองของกองเซ็นเซอร์ จนเมื่อถูกถามถึงความรู้สึก ว่ามีเซ็งบ้างหรือไม่
ครีเอทีฟสาวบอกว่า "เรื่องเซ็งมันก็ต้องมีบ้าง เพราะเราตั้งใจดี ก็เลยมองแง่ดีว่ากองเซ็นเซอร์จะเข้าใจเรา เข้าใจในวัตถุประสงค์ที่เราต้องการจะทำ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่ โฆษณาตัวนี้จะเรียกว่าเป็นแพะรับบาปก็ได้ แต่เราก็ไม่ท้อ เพราะอย่างน้อย มันก็ทำให้คนในสังคมย้อนกลับมาถกกันถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง มีการตั้งคำถาม โต้ตอบกันในสังคม ซึ่งก็ถือว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหนังตัวนี้ ที่เราต้องการให้คนมีสติฉุกคิดว่าแท้ที่จริงแล้ว ปัญหา คืออะไรกันแน่" จุรีพร กล่าว
"ขอโทษประเทศไทย" เป็นเพียงแค่หนังโฆษณาตัวแรกในแผนการผลิตของเครือข่ายพลังบวก แต่ถัดจากนี้ยังจะมีเฟสสอง และ สาม ตามมาอีก โดยเฟสสองจะว่าด้วยเรื่อง "Active Citizen" เพื่อนำเสนอพลังของประชาชนทุกคนว่าทุกคนสามารถ ทำ-พูด-คิด เพื่อประเทศไทยด้วยวิธีไหนได้บ้าง ก่อนจะต่อด้วยเฟสสาม คือ "People Poll" คือ อยากให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ
แต่ท้ายที่สุดแล้ว การสื่อสารตรงไปตรงมา ก็ยังคงเป็นแนวคิดหลักของกลุ่ม และทีมงานก็หวังว่ากองเซ็นเซอร์จะมีความศรัทธาต่อสติปัญญาของคนไทยและเปิด โอกาสให้สังคมได้ตัดสินอะไรเองบ้าง
:ที่มา กรุงเทพธุรกิจ
Adtvcthai.com@2009. Contact Us
