เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้เปิดเวที ประชาพิจารณ์ร่างหลักเกณฑ์การประกอบกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ชั่วคราว (กิจการโทรทัศน์ที่มีการบอกรับสมาชิก) หรือ เคเบิลทีวี และหลักเกณฑ์การประกอบกิจการบริการชุมชนชั่วคราว (วิทยุกระจายเสียงชุมชน)
บรรยากาศการรับฟังความเห็นเต็มไปด้วยความดุเดือดโดยเฉพาะเวทีของวิทยุชุมชนที่ผู้ประกอบการรู้สึกว่า ถูกการเมืองเข้ามาแทรกแซง ขณะที่ หลายฝ่ายยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการหักเงินส่วนแบ่งรายได้ 2% เข้า "กองทุนพัฒนากิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เพื่อประโยชน์สาธารณะ" ที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เช่นเดียวกับเวทีของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีที่กลายเป็นประเด็นร้อน
"เกษม อินทร์แก้ว" นายกสมาคม เคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น ไม่ใช่ทุนระดับชาติ ข้อกำหนดการหักเงินรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายถึง 2% เพื่อส่งเข้ากองทุน ขณะที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯระบุว่า ให้จัดเก็บรายได้ไม่เกิน 2% ไม่ได้บอกว่า ให้ กทช.เก็บที่ 2% จึงอยากให้ชะลอการส่งเงินเข้ากองทุนไปก่อน จนกว่าจะมีองค์กรกำกับดูแลตาม พ.ร.บ.ใหม่
นอกจากนี้ตัวกองทุนพัฒนาฯก็ไม่ได้มีการแจกแจงรายละเอียด ว่าจะนำเงินไปใช้ในด้านใด และผู้ประกอบการท้องถิ่นจะได้รับการสนับสนุนอะไรบ้าง
"ชลัฐธร ผจงสวัสดิ์" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เมืองกาญจน์ เคเบิลทีวี จำกัด กล่าวว่า หลักเกณฑ์ที่ร่างขึ้นมีข้อบังคับเยอะมากในการกำกับดูแลผู้ประกอบการเคเบิล ทีวีชุมชนเหมือนจะบีบบังคับให้ต้องรวมตัวกัน
"ยิ่งต้องเก็บรายได้ 2% ก่อนหักใช้จ่าย เมื่อบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เท่ากับ 9% สิ้นปียังต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอีก แถม กทช.ยังจะมีค่าธรรมเนียมอื่น ๆ เพิ่มได้อีก จึงอยากขอให้มีการระบุจำนวนเงินที่แน่นอน ไม่ใช่กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้ เพราะเราไม่ใช่มาขอสัมปทานจากรัฐจะได้มาหักส่วนแบ่งจากรายได้แต่เป็นการมาขอ ใบอนุญาตชั่วคราวอายุแค่ 1 ปี"
ขณะที่การควบคุมเนื้อหาที่ออกอากาศ โดยเฉพาะการห้ามเผยแพร่เนื้อหาที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐมีการถกเถียงกัน ว่า ภาครัฐควรจะเป็นผู้ชี้ขาดและระบุมาว่ารายการใดเป็นภัยต่อความมั่นคง เนื่องจากผู้ประกอบการบางรายเห็นว่า รัฐควรทำหน้าที่นี้ แต่บางรายมองว่าควรให้อยู่ที่ดุลพินิจของเจ้าของสถานี และใช้วิธี นำเสนอข่าว 2 ด้าน เพื่อไม่ให้เป็นการปิดกั้นสื่อ
นอกจากนี้การกำหนดสัดส่วนรายการของแต่ละสถานี ผู้ประกอบการหลายรายมองว่าจะสร้างปัญหาให้กับเจ้าของสถานี โดยเฉพาะการกำหนดสัดส่วนรายการประเภทวัฒนธรรม ผู้พิการ การศึกษา ออกอากาศถึง 25% น่าจะทำได้ยาก เนื่องจากเป็นรายการที่มีการผลิตออกมาน้อย เพราะไม่ค่อยมีสปอนเซอร์สนับสนุน ขณะที่การบังคับให้มีช่องรายการกีฬา อาจจะสร้างปัญหาได้เช่นกัน เนื่องจาก ส่วนใหญ่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง จึงเป็นภาระด้านต้นทุนของผู้ประกอบการ ดังนั้น หาก กทช.จะบังคับใช้จริงอาจจะต้องมีกฎห้ามไม่ให้มีการซื้อขายลิขสิทธิ์แบบพรี เมี่ยมหรือการได้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศ
นอกจากนี้การกำหนดให้เจ้าของสถานีต้องมีหลักฐานแสดงสิทธิ์ในการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาของ ทุกรายการ ก็อาจจะสร้างปัญหาในการทำธุรกิจได้เช่นกัน เนื่องจากรายการที่เป็นฟรีแอร์ส่งออกมาจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะอนุญาตให้ดึงรายการไปฉายบนเคเบิลทีวีได้ฟรี โดยไม่มีนโยบายออกใบแสดงสิทธิ์ให้กับเจ้าของสถานี ดังนั้นด้วยเหตุผลทางธุรกิจบางอย่างจะกลายเป็นทำผิดกฎ กทช.หรือไม่
รวมถึงข้อกำหนดให้ต้องมีการทำสำเนารายการทุกรายการไว้ 30 วัน เพื่อให้ตรวจสอบและการสำรองช่องสัญญาณไว้ถึง 3 ช่อง เพื่อประโยชน์ด้านภัยพิบัติ ผู้ประกอบการเคเบิลทีวีจากภูเก็ต กล่าวว่าจะเป็นการเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น เพราะหากต้องการเผยแพร่ข้อมูลสู่ประชาชน ควรใช้ช่องที่ประชาชนดูอยู่ประจำมากกว่า
ส่วนเงื่อนไขการออกอากาศโฆษณา ผ่านเคเบิลทีวีไม่เกินชั่วโมงละ 6 นาที และโดยเฉลี่ยทั้งวันจะต้องไม่เกิน 5 นาที ต่อชั่วโมง ถือว่าเป็นการกำหนดโดยไม่เข้าใจความเป็นจริงของเคเบิลท้องถิ่น เนื่องจากรายได้ของธุรกิจนี้อยู่ที่ค่าสมาชิก ที่ผู้บริโภคจ่ายให้ ขณะที่รายได้จากโฆษณามีไม่มากอยู่แล้ว
"นิพนธ์ นาคสมภพ" นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม (ประเทศไทย) กล่าวว่า รูปแบบของโฆษณาปัจจุบันก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว รูปแบบที่กำลังมาแรงก็คือการทำรายการช็อปปิ้งทีวี การกำหนดเงื่อนไข แบบนี้เท่ากับผลักดันให้เกิดโฆษณาแฝงมากขึ้น
นอกจากนี้คำนิยามของโฆษณาตามประกาศฉบับนี้ยังไม่ตรงกับนิยามตาม พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม เพราะตาม พ.ร.บ.ไม่ได้รวมการโฆษณาแฝงเข้าไว้ในนิยามของโฆษณา แต่ตามหลักเกณฑ์นี้จะเขียนครอบคลุมถึงการใช้โฆษณาแฝง ไม่ว่าจะแผ่นป้ายหรือการโชว์ผลิตภัณฑ์ ในรายการ ฉะนั้น กทช.จะต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะให้นิยามครอบคลุมถึงแค่ไหน เพราะมีผลกระทบโดยตรงกับผู้ประกอบการต่างกัน
นายกสมาคมโทรทัศน์ดาว เทียมเห็นว่า ประเด็นการคุ้มครองผู้บริโภคควรจะมีการกำหนดค่าบริการแยกตามพื้นที่การให้ บริการ เช่นถ้าเป็นผู้ให้บริการระดับประเทศ ต้องห้ามเก็บค่าบริการต่ำกว่า 500 บาท แต่ถ้าเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นให้กำหนดเพดานค่าบริการขั้นสูง เพื่อไม่ให้ทุนใหญ่ทำร้ายทุนเล็ก
ด้าน นายต่อพงศ์ เสลานนท์ ประธานคณะทำงานกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ในคณะอนุกรรมการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ กทช. กล่าวว่า ขณะนี้ กทช.ได้ให้ใบอนุญาตชั่วคราวเคเบิลทีวีไปแล้วราว 30 ราย รอเข้าสู่กระบวนการอนุมัติอีกกว่า 700 ราย ส่วนวิทยุชุมชนได้ให้ใบอนุญาตไปแล้ว 6 ราย
ส่วนหลักเกณฑ์ในการกำกับ ดูแลกิจการทั้ง 2 ประเภทจะนำความเห็นที่ได้จากผู้ประกอบการไปพิจารณาอีกครั้ง โดยเฉพาะการนำส่งรายได้ 2% ก่อนหักค่าใช้จ่ายเข้ากองทุน เป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการคัดค้านมาก จึงอาจจะมีการปรับลดลงเป็นไม่เกิน 2% แทน ก่อนที่จะนำร่างหลักเกณฑ์เสนอเข้าที่ประชุม กทช.ในปลายเดือน ก.ค.นี้ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป
:ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
Adtvcthai.com@2009. Contact Us
