แม้จะมีการพูดถึงกระแสการตื่นตัวของสื่อใหม่อย่าง เคเบิล ทีวีดาวเทียม รวมถึงอินเทอร์เน็ต แต่น่าแปลกใจที่สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ก็ขยายตัวในอัตราที่สูงเช่นกัน ล่าสุดเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ขยายตัวถึง 29% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย.ปีก่อน และกินส่วนแบ่งตลาดจากงบโฆษณาโดยรวมถึง 62%
แน่นอนส่วนหนึ่งเป็นเพราะปีก่อนการใช้งบโฆษณาโดยรวมลดลงอย่างมาก เนื่องจากผู้โฆษณารายใหญ่ ซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ แต่ปีนี้ประเทศไทยก็เจอเหตุรุนแรงในเดือน พ.ค. แต่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้เงินโฆษณาเลยแม้แต่น้อย
ปัจจุบันความต้องการซื้อโฆษณาในช่องหลักอย่างช่อง 3 ช่อง 7 แทบไม่ต้องพูดถึง เพราะล้นแล้วล้นอีก ด้วยเวลาโฆษณาที่จำกัด เงินจึงไหลไปช่องอันดับ 3 และ 4 อย่างโมเดิร์นไนน์ หรือช่อง 9 และ ททบ.5 ส่งผลให้ตอนนี้โมเดิร์นไนน์ช่วงเวลายอดนิยม (ไพรม์ไทม์) ก็ล้นเช่นเดียวกัน ทำให้สื่อทีวีประกาศปรับขึ้นราคาตั้งแต่เริ่มครึ่งปีหลังเป็นต้นไป จากปกติจะประกาศปรับราคากันในเดือน ต.ค.ของทุกปี
สุรินทร์ กฤตยาพงศ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ ช่อง 3 กล่าวว่า การปรับราคาของช่อง 3 ในบางรายการเพิ่มขึ้น 12-13% อาทิ เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ เก็บตก ละครเวลา 19.00 น. ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องระหว่างความต้องการซื้อและเวลาขายที่จำกัด ประกอบกับรายการเหล่านี้ไม่ได้ปรับราคานับตั้งแต่เริ่มทำรายการเมื่อ 2 ปีก่อน
ขณะที่เดือน ต.ค. ช่อง 3 ก็มีแผนที่จะปรับราคาบางรายการอีกเช่นเดียวกัน เพราะมีความต้องการซื้อเข้ามามาก ซึ่งจะประกาศให้บริษัทโฆษณาทราบในเดือน ก.ย.
“ปีนี้กำลังซื้อของผู้โฆษณาสูงขึ้นต่อเนื่องไตรมาสต่อไตรมาส เดือนต่อเดือน และแนวโน้มไตรมาส 3 ก็ดีกว่าไตรมาส 2 ซึ่งแต่ก่อนจะเข้าสู่ช่วงซบเซา เนื่องจากเป็นฤดูฝน แต่ปีนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น ตอนนี้การซื้อสื่อโฆษณาไม่เป็นฤดูกาลอีกต่อไป” สุรินทร์ กล่าว
ด้าน ธนวัฒน์ วันสม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อสมท กล่าวว่า ในเดือน ส.ค. ช่อง 9 จะปรับผังย่อยเพื่อเพิ่มสีสันและเพิ่มรายการใหม่ของวูดดี้ในช่วงเช้า ถือเป็นรายการใหม่ ทำให้ราคาค่าโฆษณาในช่วงดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 50%
ส่วนในเดือน ต.ค. จะปรับราคาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาภาวะตลาดโฆษณาโดยรวมอีกครั้งหนึ่ง แต่สำหรับโมเดิร์นไนน์ของ อสมท ถือเป็นช่องอันดับ 3 ที่ราคายังตามช่องผู้นำอยู่มาก เพราะฉะนั้นยังมีช่องว่างให้ปรับราคาได้
เขมทัตต์ พลเดช ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักการตลาด อสมท กล่าวว่า สภาพของอุตสาหกรรมปีนี้ ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสื่อสารโฆษณามีผู้ท้าชิงรายใหม่เข้ามาเพิ่ม เช่น ธุรกิจน้ำดำ มีบิ๊กโคล่า รถยนต์เปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ ทำให้เกิดการแข่งขัน รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อสุขภาพ เช่น กาแฟเพื่อสุขภาพ ออกทำตลาดอย่างคึกคัก กลุ่มเหล่านี้จำเป็นต้องใช้งบโฆษณาเพื่อสร้างการรู้ของผู้บริโภค
ประกอบกับการขยายตัวของร้านค้าปลีกสมัยใหม่สู่ต่างจังหวัด ทำให้สินค้ากระจายตัวสู่ผู้บริโภคมากขึ้น ซึ่งผู้คนในต่างจังหวัดมีกำลังซื้อ แต่ที่ผ่านมาไม่มีสถานที่ให้ไปจับจ่าย เมื่อร้านค้าปลีกสมัยใหม่เกิดขึ้น จึงทำให้เกิดการซื้อ-ขายสินค้าเพิ่มขึ้น บริษัทเจ้าของสินค้าจึงลงทุนด้านโฆษณา โดยเฉพาะสื่อทีวีซึ่งถือเป็นสื่อที่ครอบคลุมทั่วประเทศ
“ที่สำคัญสื่อโทรทัศน์คงจะปรับราคาได้อีกอย่างน้อย 2-3 ปี หลังจากนั้นเมื่อสื่อเคเบิลและทีวีดาวเทียมแข็งแรงขึ้น โอกาสที่จะปรับราคาทำได้ยาก” เขมทัตต์ กล่าว
ด้าน อติพล อิทธิวัฒนะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์คอม ประเทศไทย กล่าวว่า การขยายตัวของอุตสาหกรรมโฆษณา ถือเป็นดัชนีชี้วัดตัวหนึ่งว่าเศรษฐกิจโดยรวมกำลังฟื้นตัว ทำให้เจ้าของสินค้ามั่นใจที่จะลงทุนด้านโฆษณา ซึ่งตอนนี้กลุ่มสินค้าหลักต่างใช้เงินโฆษณามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค สถาบันการเงิน ธนาคาร รถยนต์ รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ ก็กลับมาใช้มากขึ้น
“ปกติลูกค้าหากใช้เงินโฆษณาไปแล้ว ยอดขายไม่กลับมา ก็จะหยุดใช้และหันไปใช้กลยุทธ์อย่างอื่น แต่นี่ลูกค้ายังใช้เงินต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น แสดงว่ากำลังซื้อเริ่มกลับมา” อติพล กล่าว
โดยเฉพาะไตรมาส 3 ของปีนี้ ยังมีแนวโน้มการใช้เงินต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้น จนขณะนี้สื่อหลักอย่างโทรทัศน์ไม่สามารถรองรับเม็ดเงินได้ ทำให้เงินเริ่มไหลไปสื่ออื่น อย่างสื่อทางเลือกใหม่ๆ เช่น เคเบิล ทีวีดาวเทียม และอินเทอร์เน็ต ปัจจุบันลูกค้า 80-90% ใช้เงินกับสื่อออนไลน์
ท้ายที่สุดปีนี้อุตสาหกรรมสื่อโฆษณามีแต่บวกกับบวกแน่นอน
:ที่มา Post Today
Adtvcthai.com@2009. Contact Us
