หน้าแรก
  • News
  • Filmmaker
  • Thai ads
  • World's ads
  • Print
  • Agency
  • Production House
  • Jobs

เซเลบพรีเซ็นเตอร์ถอยไป ! "ดิจิทัลพรีเซ็นเตอร์" กำลังมา

   จากเดิมที่วงการโฆษณาไทยคุ้นชินกับการใช้ดาราคนดังจากแวดวงบันเทิงมาเป็นพรี เซ็นเตอร์โฆษณาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ล่าสุดเริ่มเห็นเทรนด์ใหม่จับบรรดาไฮโซฯ เซเลบริตี้ ต่าง ๆ มาเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ให้ช่วยสร้างกระแส สร้างการจดจำในผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์สินค้า

แต่ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่หลายรายเริ่มปรับมุมมอง ทำให้เราได้เห็นแคแร็กเตอร์หรือตัวการ์ตูนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของสินค้า ต่าง ๆ ซึ่งมีหลายรายที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง สร้างการจดจำ ผูกใจลูกค้าได้มาก อาทิ "น้องอุ่นใจ" ของค่ายมือถือดัง AIS ซึ่งก่อนหน้าบริษัทก็ใช้ดาราคนดังมาเป็น พรีเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง

"สันติ เลาหบูรณะกิจ" ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด เจ้าของผลงานแอนิเมชั่นฝีมือคนไทยอย่าง "ปังปอนด์" และผู้ปั้นให้ "พี่หนุ่มไปรษณีย์" กลายเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้บรรดาบริษัทเอกชนไทยกำลังตื่นตัวอย่างมากกับการพัฒนาแคแร็กเตอร์ตัว การ์ตูนต่าง ๆ เพื่อให้เป็นตัวแทนขององค์กร สร้างความจดจำในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และมีแนวโน้มสูงขึ้นที่จะใช้ตัวแคแร็กเตอร์แทนการใช้ดาราดังหรือเซเลบริตี้

"เดี๋ยวนี้ดารานักแสดง หรือเซเลบริตี้ ไฮโซฯต่าง ๆ มีอายุการใช้งานเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์องค์กรค่อนข้างสั้น เพราะการจะเลือกใช้ใครต้องดูตามกระแสความนิยมซึ่งเปลี่ยนได้รวดเร็ว แถมยังมีความเสี่ยงเรื่องชื่อเสียงว่าจะมีข่าวฉาว ส่งผลกระทบต่อแบรนด์ได้ง่าย ทั้งการทำสัญญาจ้างยังต้องใช้เงินมาก"

ขณะที่เวลานี้ถือเป็นการก้าวสู่ยุคดิจิทัล ความนิยมในด้านดาต้า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับอิทธิพลของ

ดิจิทัลคอนเทนต์ใน social network ที่มีต่อผู้บริโภค จึงเอื้อต่อการพัฒนาแคแร็กเตอร์ ตัวการ์ตูนให้ออกมาในรูปของดิจิทัล ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจได้หลากหลาย ซึ่งในต่างประเทศเริ่มมีกระแสความนิยมมานานแล้ว แต่ในประเทศไทยเพิ่งเริ่มเห็นการตื่นตัว 2-3 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้การสร้างแคแร็กเตอร์ขึ้นมาเป็นพรีเซ็นเตอร์

ยังใช้งบฯลงทุนน้อยกว่าการจ้างคนดังมาเป็นพรีเซ็นเตอร์อย่างมาก และยังเป็นการลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่สามารถปรับตามสื่อ ตามเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมได้ตลอด

สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนคือ รายได้จากธุรกิจรับจ้างผลิตแอนิเมชั่นของบริษัทวิธิตา เมื่อ 4-5 ปีก่อนมาจากการรับจ้างบริษัทในสิงคโปร์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแบบโฆษณาแอนิเมชั่นเป็นส่วนใหญ่ ด้วยสัดส่วนเพียง 1-2 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้ของบริษัท

แต่ 2-3 ปีนี้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนในปี 2552 มีสัดส่วนคิดเป็น 40-45% ของรายได้รวม และส่วนใหญ่มาจากการรับจ้างบริษัทในประเทศสร้างแอนิเมชั่นภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 2D 3D และ CG (computer graphic) รวมถึงการออกแบบพัฒนาแคแร็กเตอร์

อาทิ ไปรษณีย์ไทย (พี่หนุ่มไปรษณีย์-Mr.Postman) บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (แอนิเมชั่นมรดกโลก) เนสท์เล่ (ไทย) (Snowboy 1 โฆษณาไอศกรีม

เอสกิโม) และบริษัท เอบี ฟู้ด แอนด์ บีเวอเรจ (O-Power 3 โฆษณาโอวัลติน)

ปีนี้บริษัทจึงตัดสินใจตั้งสายงานธุรกิจใหม่ "โปรดักชั่นเซอร์วิส" ภายใต้บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น เพื่อรับงานรับจ้างผลิต แอนิเมชั่นโดยเฉพาะ โดยจะดูแลลูกค้าตั้งแต่ให้คำปรึกษา คิดคอนเซ็ปต์ ออกแบบ แคแร็กเตอร์ ทั้งในรูปแบบ 2D 3D CG รวมถึงการผลิตเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ภาพยนตร์โฆษณา ทีวีซีรีส์ นำไปต่อยอดเป็นดิจิทัลคอนเทนต์ใน social networking ตามความต้องการของลูกค้า

"ช่วงนี้เป็นจังหวะดีที่เรา ต้องรุก เพราะตลาดรับจ้างผลิตส่วนใหญ่ยังอยู่ที่การทำ CG การทำเอฟเฟ็กต์ในโฆษณาหรือภาพยนตร์ การรับจ้างผลิตเพื่อทำดิจิทัล

พรีเซ็นเตอร์ยังน้อยมาก บริษัทแอนิเมชั่นไทยที่ทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังยังมีน้อย ขณะที่คู่แข่งจากต่างชาติก็ยังไม่มาก จึงเป็นช่วงที่เราต้องเริ่มบุกจริงจังเพื่อสร้างฐานลูกค้า"

ปีนี้แม้ภาพรวมอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นไทยจะยังไม่เติบโต เนื่องจากสภาพการเมืองและเศรษฐกิจ แต่เชื่อว่าธุรกิจโปรดักชั่นเซอร์วิสของวิธิตาฯจะโตไม่น้อยกว่า 20%

ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจพัฒนาแคแร็กเตอร์ที่วิธิตาฯเป็น เจ้าของลิขสิทธิ์เอง แม้ธุรกิจรับจ้างผลิตจะทำรายได้ให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นงานระยะสั้น ไม่ได้สิทธิความเป็นเจ้าของ แต่การสร้างแคแร็กเตอร์ของตัวเองอย่างปังปอนด์ 1 ตัว สามารถสร้างรายได้ให้เจ้าของได้มหาศาลและต่อเนื่องยาวนานกว่างานรับจ้างหลาย เท่า เพียงแต่มีความเสี่ยงเพราะไม่ใช่สร้างวันนี้แล้วพรุ่งนี้จะรวยเลย ต้องใช้เวลาในการทำตลาดนาน

"ปีนี้วิธิตาฯจะเปิดตัวแคแร็กเตอร์ใหม่ 2 ตัว เจาะตลาดเด็กและวัยพรีทีน พร้อมเตรียมเปิดตัว "ปังปอนด์" เวอร์ชั่นพิเศษ เพื่อฉลองครบรอบอายุ 20 ปีของตัวการ์ตูนปังปอนด์ในเร็ว ๆ นี้ รวมถึงต่อยอดการทำตลาดเมอร์แชนไดส์ขายลิขสิทธิ์การ์ตูนของบริษัทในทุกกลุ่ม สินค้า ซึ่งปัจจุบันมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 5,000 ล้านบาทต่อปี"

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

PostDateIcon Thu, 03/04/2010 - 10:21 | PostAuthorIcon administrator
PostCommentsIcon Login or register to post comments   | PostTagIcon Tags: News

Adtvcthai.com@2009. Contact Us twitter facebook